หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรก Life & Family | สัมภาษณ์
 

ล้วงวิธีเลี้ยงลูกแบบฉบับกวีรุ่นใหญ่ “จิระนันท์ พิตรปรีชา”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 เมษายน 2555 17:12 น.
ล้วงวิธีเลี้ยงลูกแบบฉบับกวีรุ่นใหญ่ “จิระนันท์ พิตรปรีชา”
จิระนันท์ พิตรปรีชา นักคิด นักเขียน นักแปล และคุณแม่ลูกสอง (ขอบคุณภาพจากคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา)
        หากพูดถึง “จิระนันท์ พิตรปรีชา” นับเป็นผู้หญิงอีกหนึ่งคนที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยมาก เพราะเธอเป็นทั้งนักต่อสู้ทางอุดมการณ์ในยุค 14 ตุลาฯ นักคิด นักเขียน ซึ่งมีลีลาการเล่าเรื่องอันชวนติดตาม และนอกจากจะเขียนบทกวีอย่างสม่ำเสมอแล้ว ยังเขียนบทความ สารคดี แปลบทภาพยนตร์อย่างต่อเนื่องด้วย ไม่แปลกที่ชื่อของเธอจะเป็นที่รู้จักไปทั่ว และกลายเป็นผู้หญิงแถวหน้าทั้งในแวดวงการเมืองในอดีตและแวดวงวรรณกรรมในปัจจุบัน
       
       นอกเหนือจากบทบาทในข้างต้นแล้ว อีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญ และไม่ค่อยเห็นเธอพูดออกสื่อ นั่นก็คือ บทบาทความเป็น “แม่” ของลูกชายทั้ง 2 คน (แทนไท และ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล) และวันนี้เป็นโอกาสอันดีของทีมงาน Life & Family ที่ได้พูดคุยกับเธอถึงเรื่องดังกล่าวนี้ โดยเธอเปิดใจว่า เธอเป็นแม่ที่ค่อนข้างให้สิทธิ และเสรีภาพกับลูก เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่เด็กทุกคนต้องการ ดังนั้น การเข้าไปบงการชีวิตลูก ไม่ใช่วิถีสำหรับคนเป็นแม่อย่างเธอ
       
       “เลี้ยงลูกแบบจิระนันท์ เราเปิดเสรีสุดๆ เพราะเด็กทุกคนล้วนต้องการสิทธิ เสรีภาพ ช่องว่าง และพื้นที่ว่าง ดังนั้น บ้านเราจะไม่ชี้นิ้วบงการ ขีดเส้น กำหนดลิขิตชะตาชีวิตลูก เพราะจากการที่เราเคยเป็นกบฏสังคมมาตลอด เรารู้ว่า มันไม่มีประโยชน์ที่จะไปบังคับลูกว่าต้องเข้าโรงเรียนนั้น โรงเรียนนี้ ต้องเรียนเปียโน บัลเล่ต์ หรือโตขึ้นจะต้องไปประกวดนั่นโน่นนี่ แต่เราจะทำหน้าที่สังเกตพฤติกรรมของลูกมากกว่า”
       
       “อย่างครั้งหนึ่งเคยดูหนังกับลูกชายคนเล็กเรื่อง Back to the Future ซึ่งเป็นภาพยนตร์แนวผจญภัยวิทยาศาสตร์ ซึ่งเราก็ดูไม่ทันว่ามันพูดอะไรกัน แต่เจ้าแทนกลับมาอธิบายเป็นฉากๆ เลยว่า เครื่องย้อนเวลามันมีหลักการทำงานอย่างไร จุดตรงนั้น ทำให้เริ่มค้นพบศักยภาพในตัวลูก และพยายามส่งเสริม เช่น ลองให้ไปสอบเข้าโครงการ พสวท.ดู ซึ่งเป็นโครงการสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะเราคิดว่า เราไม่ใช่แค่แม่ แต่เราเป็นครูของลูกด้วย” กวีซีไรต์แม่ลูกสองเล่า
       
       เมื่อถามต่อไปว่า เป็นแม่ที่ดุไหม เธอบอกว่า ไม่ดุเลย แต่ถ้าเรื่องไหนผิดก็ต้องว่าไปตามผิด จะไม่ตามใจลูกจนเกินไป
       
       “เราไม่ใช่แม่ที่พูดกับลูกว่า คุณลูกขา อย่าทำแบบนั้นนะคะ มันไม่น่ารักเลย (ทำเสียงแอ๊บแบ๊ว) มันไม่ใช่วิถีของเรา แต่หลักๆ แล้วจะเลี้ยงลูกแบบเพื่อนมากกว่า มีอะไรคุยกัน แม่รับฟังเต็มที่ อย่างเวลาเขาเจอเพื่อนติดยา มีคดีขายตัวที่โรงเรียน หรือถูกไล่ออก ซึ่งปกติเด็กไข่ในหินจะไม่มีวันปริปากบอกสิ่งเหล่านี้กับพ่อแม่หรอก เพราะถ้าบอกไป แม่ก็จะร้องกรี๊ด อุ้ยตายแล้วลูก ทำไมลูกต้องไปเจอเพื่อนแบบนั้น เลิกคบไปสักทีนะลูก แต่สำหรับคนเป็นแม่อย่างจิระนันท์ เรารับฟังได้หมด เพราะอยากทำให้ลูกไว้ใจเรา เวลามีอะไรจะได้เล่าให้เราฟัง ไม่ใช่ไปคุยกับเพื่อน หรือคนอื่นที่เราก็ไม่รู้ว่าจะเชื่อใจได้หรือไม่”
       
       แม้จะเป็นถึงกวีซีไรต์ และมีผลงานในแวดวงวรรณกรรมมากมาย จนหลายคนให้ฉายาว่าเป็นนักเขียน และนักแปลตัวแม่ แต่เธอก็ไม่เคยคาดหวังให้ลูกต้องเดินเส้นทางเดียวกับเธอ เพราะนั่นเท่ากับเพิ่มความกดดัน และความบอบช้ำให้ลูก นี่คือ สิ่งที่เธอให้ความสำคัญ และเชื่อมั่นมาโดยตลอด
       
       “ลูกชายทั้งสองคนถูกแรงกดดัน และความคาดหวังรอบด้านมาก เพราะฉะนั้นไม่มีประโยชน์เลยที่เราจะไปคาดคั้นให้ลูกอ่านหนังสือ เพื่อจะได้ฉลาด มันยิ่งจะทำให้โง่ และเกิดการต่อต้าน พวกครู หรือผู้ใหญ่ในกระทรวงก็เหมือนกัน ชอบคาดคั้น หรือใช้มาตรฐานตัดสินเด็ก ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง เช่น พูด ร.เรือไม่ชัด ก็ไปดุเด็กว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า ขอถามกลับหน่อยว่า แล้วคนเหนือ คนอีสานเขามีไหม ร.เรือ ที่พูดไม่ใช่อะไรหรอกนะ แต่กำลังจะบอกผู้ใหญ่ทั้งหลายว่า อย่าไปตัดสินเด็กแบบนั้น”

ล้วงวิธีเลี้ยงลูกแบบฉบับกวีรุ่นใหญ่ “จิระนันท์ พิตรปรีชา”
แทนไท และวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของแม่จี๊ด (ขอบคุณภาพจากคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา)
        “เห็นผลได้ชัดๆ เลยจากลูกชายทั้ง 2 คน เมื่อก่อนเกลียดหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ การมีพ่อแม่เป็นนักเขียนทำให้ถูกจับไปเปรียบเทียบตลอด จนเขาไม่ยอมแตะหนังสืออีกเลย ซึ่งตอนนั้นเราก็ให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็น ไม่อ่านหนังสือเหรอลูก ดีเลย ไม่ต้องอ่าน อยากอ่านการ์ตูนไหม ซื้อให้หมดเลย ทั้งๆ ที่ในหนังสือการ์ตูนเล่มนั้นสมัยนั้น มันจะมีแต่ เฟี้ยว เคว้ง ควับ อ่านภาษาไทยเป็นอยู่ 3 คำ อ่านจนอายุไม่ใช่น้อยๆ จนอายุ 12-13 ปีแล้วที่เขาไม่ยอมหยิบหนังสืออย่างอื่นมาอ่านเลย เพราะถูกสังคมกดดันด้วยความรักและคาดหวัง”
       
       เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่เธอทำได้ในฐานะแม่ในตอนนั้น คือ การทำให้ลูกกลับมารู้สึกดีกับหนังสือ โดยเริ่มง่ายๆ จากการจัดบ้านให้เป็นเหมือนห้องสมุด หรือร้านหนังสือรองรับไว้โดยไม่มีการบังคับ เพื่อให้ลูกได้หยิบหนังสือที่ชอบขึ้นมาอ่านด้วยตัวเอง
       
       “เราไม่ใช้วิธีบังคับให้อ่าน แต่ค่อยๆ สร้างบรรยากาศการอ่านให้เขา อย่างเจ้าแทน สนใจวิทยาศาสตร์ ดูทีวีเห็นกระดูกไดโนเสาร์ อยากรู้เขาเรียกว่าอะไร บอกลองดูในหนังสือนี่สิ มีชาร์ตให้ดูด้วยนะ เจ้าสิงห์มาถามเรื่องนักปรัชญาตะวันตก เราก็บอกเอาเล่มนี้ไปอ่านเอง แต่เป็นภาษาอังกฤษนะ ในที่สุดเขาก็ต้องซมซานกลับมาหาหนังสือจนได้”
       
       “ดังนั้น การอ่านต้องเกิดจากความรักความชอบใจ พ่อแม่แต่ละคนต้องออกแบบให้ลูกตัวเองว่า ทำอย่างไรลูกถึงจะอ่านหนังสือบ้าง เพราะการอ่านเป็นวิธีกำจัดความโง่ แต่อย่าไปโง่เสียเองด้วยการไปเที่ยวบีบบังคับลูก มันต้องมีเทคนิค อย่างเล่านิทานก่อนนอนให้ลูกฟังทุกคืน เชื่อว่า หลายๆ บ้านทำกันอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็อย่าไปคาดหวังลูกมากเกินไป เพราะเคล็ดลับของการเป็นพ่อแม่ ก็คือ เราจะมีความสุขที่สุดเมื่อเห็นลูกมีความสุข และทำอะไรได้ดีโดยที่เราไม่ได้คาดหวังอะไร แต่พอคาดหวังนะ จะผิดหวังตลอด” คุณแม่นักเขียน และนักแปลเผย
       
       ถึงวันนี้ ตลอดการทำหน้าที่ผู้สร้างในฐานะแม่ เธอมีความคาดหวังเหมือนกับพ่อแม่ทั่วไปที่อยากเห็นลูกๆ เติบโตเป็นคนดี มีหน้าที่การงาน และทำในสิ่งที่รัก และวันนี้ การได้เห็นลูกเติบโต และยืนอยู่ ณ จุดยืนที่เขามีความสุข นับเป็นความภูมิใจสำหรับแม่อย่างเธอมาก
       
       "ในฐานะแม่คนหนึ่ง ลูกจะต้องเติบโตอย่างไม่บอบช้ำ เขาจะเป็นอะไรก็ได้ตามที่เขาอยากจะเป็น จะไปเป็นนักกีฬายังได้เลย หรือจะไปเป็นอะไรที่ไม่ต้องอ่านหนังสือตลอดชีวิต ถ้าคิดว่าดีแล้วก็เอาเลย ไม่เคยห้าม แต่วันหนึ่งพอได้เห็นเขาเลี้ยวกลับเข้ามาบนเส้นทางเขียนหนังสือ เราก็อดดีใจไม่ได้ เพราะเราเป็นคนปูทางไว้ให้พวกเขาตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องหนังสือที่จัดเป็นชั้นหนังสือ หรือห้องสมุดไว้ในบ้าน หรือการทำตัวเป็นแบบอย่างนักอ่านที่ดีให้ลูกได้เห็นเป็นตัวอย่างมาตลอด” คุณแม่ท่านนี้ เผย
       
       ท้ายนี้ เธอสะกิดใจถึงพ่อแม่ และผู้ใหญ่ในสังคมไทยไว้อย่างน่าสนใจ ว่า การเปรียบเทียบเด็ก คือ การสร้างความรู้สึกด้อยให้เกิดขึ้นในชีวิตของเด็ก ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กอย่างมาก ทั้งสร้างแรงกดดันให้เด็ก พยายามทำตนเป็นหนึ่งในทุกด้าน และยังคงส่งผลในทางตรงกันข้าม ซึ่งแทนที่เด็กจะรู้สึกว่าตัวเขาดีเด่น มีความสามารถ แต่กลับรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ และไม่มีค่าในสายตาผู้อื่น โอกาสที่จะหักเหชีวิตไปในทางที่ไม่ดีย่อมเกิดได้สูง
       
       “ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ใหญ่ บางเรื่อง บางคำพูดมันทำร้ายจิตใจเด็กอย่างแสนสาหัสมาก เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องระวังที่อยากจะขอร้องเลย ก็คือ ห้ามนำลูกตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เช่น ลูกดูพี่คนนั้นสิเขาเรียบร้อยจังเลย ทำไมลูกนั่งไม่นิ่งเลย หรือลูกดูพี่เขาเป็นตัวอย่างสิ ต่อไปหนูจะต้องเรียนเก่งเหมือนพี่เขานะ ซึ่งคำพูดเปรียบเทียบเหล่านี้ ห้ามเด็ดขาดเลยนะ เพราะถึงอย่างไร เขาก็เป็นเขา เป็นตัวของเขา ทำดีเราก็ชม ทำไม่ดีก็ต้องบอก ต้องเตือน” กวีซีไรต์แม่ลูกสองทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด ในหมวด
ฟังทัศนะบ้าน "สิทธิสมาน" เลี้ยงลูกอย่างไรให้คุยกันได้ทุกเรื่อง
แปะเจี๊ยะยุคใหม่...เท่าไรถึงพอ
การศึกษายุค “ผ่อนง่าย vs จ่ายสด” แนวทางใดโดนใจผู้ปกครอง
เจาะระบบ “สอนว่ายน้ำไทย” ขาดอะไรเด็กถึงจมน้ำตาย 1,400 คนต่อปี
เปิดใจลูกเรือ “Logos Hope” เรือเปลี่ยนชีวิต
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 35 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 25 คน
72 %
ไม่เห็นด้วย 10 คน
28 %
ความคิดเห็นที่ 3 +34 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
55+ กล้าพูดเนอะ
ลูกแบบวรรณสิงห์ กลวงแต่ทำเป็นคิดเยอะเนี่ยนะ

เคยเปิดเจอรายการสองสามที กล้วงกลวง แต่ทำหน้าเหมือนครุ่นคิดมากมาย

ลงชื่อเรื่องรัฐธรรมนูญ 112 ด้วยนะ ฉลาดมากๆเลย
ตลกอะ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 10 +27 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
การปล่อยให้ลูกมีอิสสระทางความคิดเป็นเรื่องที่ดี เเต่พ่อเเม่ต้องสอนให้ลูกรู้จัก สิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว สิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควรด้วย ไม่เช่นนั้นลูกๆจะใช้เสรีภาพไปในทางที่ไม่ถูกต้อง
เเม่บ้านสมองไว
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 20 +8 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เคยอ่านบทสัมภาษณ์ คุณนาขวัญ รายนานนท์
เธอกล่าวไว้ว่า ก่อนเข้ามาในวงการงานที่เธอทำ
คนพูดถึงเธอ "นั่นไงลูกท่านทูตวิทย์"
เวลาผ่านไปด้้วยผลงานของเธอ
คนพูดถึงเธอ "นั่นคุณพ่อ คุณนาขวัญ"
ในความหมาย เธอได้ทำงานด้วยความสามารถของเธอ
เฉกเช่น ลูกของผู้ชื่อเสียงสังคมไทย
ก็ต้องพิสูจน์ด้วยผลของงานตน มิใช่อยู่ใต้ร่มและเงาของบิดามารดา
แสงตะวัน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 21 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
บทกวีจาก ‘จิระนันท์ พิตรปรีชา’ มอบแด่พี่น้องพันธมิตรฯ ณ สะพานมัฆวานฯ 29 พ.ค. 51

อ่านได้ที่นี่ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?newsID=9510000062899

เราชอบเธอมาก ๆ ตอนนี้เธอก็ได้หย่ากับคุณเสกสรรค์ไปแล้ว อีกอย่าง เนื้อหาในบทความก็เลือกนำเสนอในอีกแง่มุมหนึ่ง แต่กลับก็ดึงการเมืองเข้ามาเกี่ยวจนได้ คนหนอคน
นี่หรือเมืองไทย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 20 +8 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เคยอ่านบทสัมภาษณ์ คุณนาขวัญ รายนานนท์
เธอกล่าวไว้ว่า ก่อนเข้ามาในวงการงานที่เธอทำ
คนพูดถึงเธอ "นั่นไงลูกท่านทูตวิทย์"
เวลาผ่านไปด้้วยผลงานของเธอ
คนพูดถึงเธอ "นั่นคุณพ่อ คุณนาขวัญ"
ในความหมาย เธอได้ทำงานด้วยความสามารถของเธอ
เฉกเช่น ลูกของผู้ชื่อเสียงสังคมไทย
ก็ต้องพิสูจน์ด้วยผลของงานตน มิใช่อยู่ใต้ร่มและเงาของบิดามารดา
แสงตะวัน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 18 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เคยเจอที่งานหนังสือเธอ nice มากนะ
ไม่ถือตัว
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 18 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ดูส่วนดีเขาสิครับ โลกจะน่าอยู่ สภาพจิตใจก็จะดี
pungpung_smart@hotmail.com
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 10 +26 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
การปล่อยให้ลูกมีอิสสระทางความคิดเป็นเรื่องที่ดี เเต่พ่อเเม่ต้องสอนให้ลูกรู้จัก สิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว สิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควรด้วย ไม่เช่นนั้นลูกๆจะใช้เสรีภาพไปในทางที่ไม่ถูกต้อง
เเม่บ้านสมองไว
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 3 +33 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
55+ กล้าพูดเนอะ
ลูกแบบวรรณสิงห์ กลวงแต่ทำเป็นคิดเยอะเนี่ยนะ

เคยเปิดเจอรายการสองสามที กล้วงกลวง แต่ทำหน้าเหมือนครุ่นคิดมากมาย

ลงชื่อเรื่องรัฐธรรมนูญ 112 ด้วยนะ ฉลาดมากๆเลย
ตลกอะ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
 
ความคิดเห็นที่ 2 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ยังอยากเป็นคอมมิวนิสต์หรือเปล่า
หรา
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014