หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการรายวัน | Live-Lite
 

"คาโปเอร่า" เทรนด์ใหม่ เอกเซอร์ไซส์สุดจี๊ด..

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
6 เมษายน 2548 11:29 น.

คาโปเอร่า เทรนด์ใหม่ เอกเซอร์ไซส์สุดจี๊ด..

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
คาโปเอร่า เทรนด์ใหม่ เอกเซอร์ไซส์สุดจี๊ด..
ลีลาสุดมันของคาโปเอร่าที่วัยจ๊าบโชว์ลีลากันที่สวนสันติชัยปราการถนนพระอาทิตย์

คาโปเอร่า เทรนด์ใหม่ เอกเซอร์ไซส์สุดจี๊ด..
เจนเซ่น โชว์ หนุ่มลูกครึ่งฟิลิปปินส์-ออสเตรเลีย วัย 27 ปี ครูฝึกคาโปเอร่าเจ้าของแชมป์ คาโปเอร่าแห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกปี 2003

คาโปเอร่า เทรนด์ใหม่ เอกเซอร์ไซส์สุดจี๊ด..
สัญลักษณ์ของชมรมคาโปเอร่าเมืองไทย

คาโปเอร่า เทรนด์ใหม่ เอกเซอร์ไซส์สุดจี๊ด..

คาโปเอร่า เทรนด์ใหม่ เอกเซอร์ไซส์สุดจี๊ด..
ศิลปะการต่อสู้แบบบราซิลที่ผสานด้วยเสียงดนตรีเร้าใจสไตล์แซมบ้า

ภาพกลุ่มวัยรุ่นลงไปนอนกลิ้งเกลือกกับพื้น ใช้มือยันเดินพื้นแทนเท้า ตีลังกากลับไปกลับมา โชว์ความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นของร่างกาย คลอเคล้ากับเสียงดนตรีเร้าใจ ดูเผินๆ คล้ายท่าเต้นของเบรกแดนซ์หรือเล่นกายกรรม แท้จริงแล้วพวกเขากำลังออกกำลังกายด้วยการเต้นที่เรียกว่า "คาโปเอร่า"
       
       "คาโปเอร่า" ถือเป็นเทรนด์การออกกำลังกายแนวใหม่ ที่สามารถหลีกหนีความซ้ำซากจำเจ ได้อย่างหลุดกรอบ ด้วยท่วงท่าที่โลดโผน แปลกพิสดาร มีลูกล่อลูกชน สามารถพลิกแพลง แสดงความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างอิสระเหล่านี้ทำให้ "คาโปเอร่า" โดนใจวัยรุ่นเข้าอย่างจัง

       

       แดนซ์สายพันธุ์ใหม่สุดฮิป
       
       
การเต้นถือเป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่ง สำหรับ "คาโปเอร่า" (CAPOEIRA) ชื่อนี้อาจไม่คุ้นหูคนไทยส่วนใหญ่มากนัก แต่จริงๆ แล้วถูกนำเข้ามา โดยกลุ่มนักเรียนนอกที่หลงใหลมนต์เสน่ห์ "คาโปเอร่า" ตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว ขณะที่หลายคนคงคุ้นเคย "คาโปเอร่า" กันมาบ้างในภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง อย่าง Catwoman, The Rundown, The Quest & Only the strong หรือ ในวิดีโอเกมยอดฮิต Tekken 3 และ 4 Eddy Gordo และ Christie Monteiro และล่าสุด "ต้มยำกุ้ง" หนังไทยที่เพิ่งจะเปิดตัวไปไม่นานนี้ก็มี "คาโปเอร่า" ศาสตร์การต่อสู้แขนงนี้รวมอยู่ด้วย
       
       ความพิเศษที่แตกต่างจากกีฬาทั่วๆ ไป ไม่แปลกที่ "คาโปเอร่า" จะกลายเป็นที่ชื่นชอบของคนไทยกลุ่มหนึ่ง ขณะที่ในแอฟริกาใต้ คาโปเอร่าเป็นกีฬายอดนิยมอันดับหนึ่งเลยทีเดียว แม้แต่ยุโรป อเมริกา "คาโปเอร่า" ก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
       
       เจนเซ่น โชว์ หนุ่มลูกครึ่งฟิลิปปินส์-ออสเตรเลีย วัย 27 ปี ครูฝึกคาโปเอร่าเจ้าของแชมป์ คาโปเอร่าแห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกปี 2003 ที่หลงเสน่ห์ "คาโปเอร่า" เมื่อได้เดินทางไปเยือนบราซิล จนเกิดแรงบันดาลใจศึกษาคาโปเอร่าอย่างจริงจังมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว เขาออกทัวร์เผยแพร่ศาสตร์ คาโปเอร่าและวัฒนธรรมประเพณีบราซิลในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สเปน ญี่ปุ่น กัมพูชา ฯลฯ
       
       เจนเซ่น เล่าให้ฟังว่า "คาโปเอร่า" เป็นศิลปะการต่อสู้ และเป็นกีฬาประจำชาติบราซิล ที่มีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนกีฬาชนิดไหน คือ มีความแข็งแกร่งแต่ก็ลื่นไหล คล่องตัว ด้วยจังหวะเพลงบราซิลที่เร้าใจ ตื่นเต้น ดุดัน สไตล์แซมบ้า ซึ่งเกิดจากการผสมผสานของ การต่อสู้ การเต้น ดนตรี ปรัชญา และอื่นๆ อีกมากมายอย่างลงตัว ทำให้คนส่วนใหญ่มองว่า "คาโปเอร่า" เป็นการเต้น แต่แท้จริงแล้ว "คาโบเอร่า" มีความหมายมากกว่านั้น
       

       "คาโปเอร่า" มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 500 ปี สันนิษฐานว่าถือกำเนิดจากทาสชาวแอฟริกันบนดินแดนแซมบ้าบราซิลที่ได้ผสมผสานวัฒนธรรมประเพณีหลากหลายสายพันธ์ไว้อย่างกลมกลืน ด้วยความที่พวกเขาถูกจำกัดอิสรภาพ และโหยหามันยิ่งนัก พวกเขาจึงคิดหาวิถีทางที่จะปลดปล่อย ป้องกันตัวเอง
       

       จากเดิมที่ "คาโปเอร่า" เป็นการเปิดโอกาสให้คนหนุ่มได้โชว์ความสามารถกันว่าใครแข็งแรง เร็ว และเก่งกว่ากัน โดยผู้ที่ชนะจะได้แต่งงานกับผู้หญิงในเผ่าเป็นรางวัลก็เปลี่ยนเป็นการต่อสู้และป้องกันตัว แต่เนื่องจากทาสไม่สามารถฝึกวิชาการป้องกันตัวได้ การฝึกจึงถูกแต่งเติมไปด้วยการเต้น ดนตรี ร้องเพลง เพื่อใช้บังหน้า อย่างไรก็ตาม คาโบเอร่ากลายเป็นวิถีชีวิตที่ผูกพันกันอย่างแยกไม่ออก
       
       เจนเซ่น บอกว่า ที่บราซิล นอกจากเกมลูกหนังจะเป็นสุดยอดกีฬาอันดับ 1 แล้ว"คาโปเอร่า" ก็ถือเป็นกีฬายอดฮิตอันดับ 2 ทุกแห่งทุกหนในบราซิลมีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่เล่นคาโปเอร่า อยู่เต็มไปหมด แถมยังถูกบรรจุเป็นวิชาพลศึกษา ในทุกระดับชั้นการศึกษาของบราซิล นอกจากนั้นยังมีการจัดการแข่งขัน ตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับโลก ในขณะเดียวกันรัฐบาลบราซิลก็พยายามผลักดันให้คาโปเอร่า เข้าไปอยู่ในการแข่งขันโอลิมปิกด้วย
       
       เตะ เต้น เล่น ร้อง กลมกล่อม ท้าทาย
       

       Jensen Show อธิบายด้วยว่า ท่วงท่าของคาโปเอร่าเกิดจากการผสมผสานของการเตะ ศอก เข่า ตีลังกา และการหลอกล่อคู่ต่อสู้ โดยมีพื้นฐานที่การเต้นฟุตเวิร์ค หรือที่เรียกว่า จิงก้า (Ginga) รวมถึงการเคลื่อนไหวแบบกลับหัวกลับหาง หรือ อาอู (Au) เช่น การทำล้อเกวียน การกระโดดตีลังกา และการทำท่ากลางอากาศอื่น ๆ ส่วนเนกาชิว่า (Negativa) คือ การทำท่าเคลื่อนไหวโดยที่ร่างกายส่วนใหญ่อยู่ใกล้กับพื้น ท่าเคลื่อนไหวในหมวดนี้ ทำให้ผู้ฝึกสามารถเคลื่อนไหวในขณะที่ตัวเองล้มหรืออยู่กับพื้นได้รวดเร็วขึ้น ในขณะเดียวกันเป็นทั้งการหลบ และโจมตีกลับอีกด้วย นอกจากนั้น ยังสามารถสร้างสรรค์คิดค้นท่าทางอื่นๆ ได้อีก ซึ่งผู้เล่นสามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา
       
       ข้อมูลจากสมาคมคาโปเอร่าไทยแลนด์ได้บรรยายรูปแบบของคาโปเอร่าว่า แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ รูปแบบที่ใช้ในการต่อสู้จริง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการต่อสู้แบบอื่นๆ คือมีการปะทะกัน และอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ ที่ใช้ในการเล่น โดยในลักษณะนี้จะไม่มีการปะทะกันโดยตรง การเล่นนั้นจะอยู่ในลักษณะของความลื่นไหลและสอดคล้องของท่วงท่า อีกทั้งยังมีดนตรีประกอบเพิ่มความสนุกสนานบันเทิงเริงใจ
       
       สำหรับผู้ที่เริ่มต้น จะต้องทำการฝึกและเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อน (Warm up) เพื่อที่จะสามารถรับท่วงท่าการฝึกฝนได้ เมื่อผู้ฝึกมีความพร้อมก็สามารถฝึกท่าพื้นฐานของคาโปเอร่าได้ โดยจะต้องฝึกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดทักษะและความเข้าใจในท่วงท่า อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและทำให้ร่างกายยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย นอกเหนือจากท่าการเคลื่อนไหวแล้วผู้ที่เริ่มต้นยังจะต้องศึกษาประวัติความเป็นมา รูปแบบ และองค์ประกอบของคาโปเอร่าเพื่อให้เข้าใจในวิชาคาโปเอร่ามากขึ้น เมื่อมีพื้นฐานแน่นแล้ว ต่อไปก็จะเป็นการฝึกท่าเตะในรูปแบบต่าง ๆ รวมไปถึงการป้องกัน จังหวะในการรุกและรับ ทั้งนี้ทั้งนั้นยังคงต้องฝึกฝนพื้นฐานทั้ง 3 อย่างอยู่ แต่ก็มีการเสริมเทคนิคที่ยากขึ้นเข้าไปอีก
       
       ธรรมชาติของคาโปเอร่า จะเล่นกันเป็นกลุ่มยืนเป็นวงกลม ซึ่งเรียกว่าโฮ-ด้า(Roda) โดยที่มีเครื่องดนตรีกำหนดจังหวะอยู่ตรงหัววง ได้แก่ บีริมเบาว์ พานเดโร่ อาทาบัค ฯลฯ เสียงดนตรีเหล่านี้ถือเป็นหัวใจของ คาโปเอร่าเลยทีเดียว จากนั้นผู้เล่น 2 คน จึงออกมาอยู่กลางวง ขณะที่คนอื่น ๆ รอบ ๆ วงก็จะตบมือพร้อมทั้งร้องเพลง ถือเป็นกิจกรรมที่แบ่งปันความสุขให้แก่กันเพื่อให้ทุกๆ คนได้มีส่วนร่วม สิ่งสำคัญคือ ทำให้ผู้เล่นได้เรียนรู้และกล้าที่จะแสดงออกหรือทำท่ามากขึ้น
       
       สำหรับแนวคิดของ "คาโปเอร่า" คือ การจู่โจมคู่ต่อสู้นั้นเป็นเรื่องง่ายมาก แต่การที่จะบังคับให้คู่ต่อสู้ เคลื่อนไหวภายใต้การควบคุมของเรา เป็นเรื่องท้าทายและน่าสนใจกว่ามาก ขณะเดียวกันยังเป็นการฝึกฝนการควบคุมร่างกาย และไหวพริบที่ดีอีกด้วย
       

       นอกจากนี้ คาโปเอร่าก็มีสายคาดเอวคล้ายๆกับ เทควันโด และยูโด เพื่อบอกลำดับชั้นความสามารถของผู้เล่นแต่ละคน โดยมีรูปลักษณะเป็นเชือกที่ถักร้อยกันอยู่และแบ่งออกเป็นสีตามรูปแบบของธงชาติบราซิล คือ ขาว เหลือง เขียว น้ำเงิน รวมทั้งมีการสอบเลื่อนขั้นเหมือนกับเทควันโดเช่นกัน ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "บาทิซาโด้" (Batizado) กำหนดการเปิดสอบประมาณ 1-2 ครั้งต่อปีเท่านั้น สำหรับผู้ที่เข้าร่วมบาทิซาโด้ครั้งแรกจะได้รับชื่อเล่นกันทุกคน คล้าย ๆ กับฉายาในมวยไทย ซึ่งชื่อนั้นจะได้รับตามบุคลิกของคนคนนั้น ซึ่งสาเหตุที่ต้องมีฉายาก็เพราะในช่วงที่คาโปเอร่าถูกห้ามฝึกอย่างเด็ดขาดจากรัฐบาล ผู้ฝึกส่วนใหญ่จึงเรียกชื่อเล่นที่ตั้งกันขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้ตำรวจนั้นไม่รู้จักถึงตัวตนที่แท้จริงของผู้ฝึก และวัฒนธรรมนี้ได้สืบต่อกันมาจนปัจจุบัน
       
       ไลฟ์สไตล์ใหม่วัยรุ่นไทยสุดเท่ห์
       
       
วัยรุ่นส่วนหนึ่งที่เล่นคาโปเอร่าอาจจะมองว่า การเล่นคาโปเอร่าได้แล้ว "เท่ห์" เนื่องจากคาโบเอร่ามีท่วงท่าที่สวยงาม สะดุดตา แต่แท้จริงแล้ว คาโปเอร่าเป็นทักษะการต่อสู้ป้องกันตัว ที่สามารถใช้ได้จริง อีกทั้งยังเป็นการออกกำลังกายที่ได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลก
       
       มนต์ชนะ สัตยธำรงเธียร หรือ เซฟ หนุ่มนักสถาปนิก วัย 23 ปี เล่าว่า เขาเริ่มเล่นคาโปเอร่ามา 3 ปี แล้ว แต่รู้จักคาโปเอร่ามาประมาณ 5-6 ปี จากสื่อต่างๆ ทั้งเกม การ์ตูน เมื่อได้ยินชื่อ "คาโปเอร่า" เพียงครั้งแรกก็รู้สึกชอบและสนใจอย่างมากเพราะพิเศษกว่ากีฬาชนิดอื่น มีการนำเพลงเข้ามาประกอบจังหวะ กอปรกับการเป็นกีฬาที่สวยงามจนมาร่วมกลุ่มเล่นกับเพื่อนๆ คนไทยที่ชื่นชอบคาโปเอร่าเหมือนๆ กัน
       
       "พอเริ่มเล่นก็ติดใจในหลายๆ อย่าง เพราะเราได้แสดงออกในรูปแบบการเต้นที่สามารถใส่ความเป็นตัวของตัวเอง สร้างสไตล์ขึ้นมา และถึงแม้คาโปเอร่าเดิมจะใช้เป็นการต่อสู้แต่ก็ไม่ได้ใช้ทำร้ายกัน เป็นการเต้นเพื่อความสนุกสนานบันเทิงใจ จึงเล่นไปเรื่อยๆ อีกอย่างสำหรับตัวเองผมว่ามันไม่ยากอย่างที่คิด เพราะผมพอใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้ ซึ่งท่าที่ถนัดคือ ท่าฝืนธรรมชาติแรงโน้มถ่วง ที่จริงเราใช้พื้นฐานเหมือนกันหมด แต่มีวิธีการเล่นที่แตกต่างกันไป มันอยู่ที่ว่าเราต้องการเล่นได้ในระดับไหน คาโปเอร่าไม่ได้เล่นเพื่อเอาชนะ เหมือนกีฬาชนิดอื่น ดังนั้นจึงตอบไม่ได้ว่ายากหรือไม่ยากเพราะขึ้นอยู่กับความพึ่งพอใจของแต่ละคน บางคนอาจถนัดรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือสามารถเล่นผสมผสานได้อย่างดี"เซฟอธิบาย
       
       เซฟ บอกถึงประโยชน์ที่เลือกเล่นคาโปเอร่ามาตลอด 3 ปี ว่า เห็นได้ชัดว่าทำให้ร่างกายแข็งแรง นอกเหนือจากนั้นมันทำให้เรากล้าที่จะเล่นท่าทางต่างๆ แสดงให้คนอื่นๆ เห็นว่าเราสามารถทำได้ มีความคล่องตัว มีความเร็ว มีความอดทน สนุกสนาน ที่สำคัญทำให้เรามีสุขภาพดีด้วย
       
       "ผมเริ่มเรียนกับกลุ่มคาโปเอร่าคนไทยที่เกิดจากพี่ๆ หลายๆ คนที่เล่นอยู่ขณะนั้น โดยตั้งเป็นสมาคม "คาโปเอร่าไทยแลนด์" แล้วผมก็เริ่มเล่นกับคนอื่นๆ จากนานาประเทศทั่วโลก ดังนั้นผมจึงได้รู้จักเพื่อนๆ มากมายผ่านคาโปเอร่า ด้วยการทำความรู้จักกันและเล่นคาโปเอร่าด้วยกัน ผมจึงเล่นคาโปเอร่าด้วยความสนุกไม่ได้คาดหวังว่าจะเก่งมีคนยกย่อง แต่ดีใจที่ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น แค่ทำได้ก็ภูมิใจแล้ว เพราะเราได้ฝึกฝน พลิกแพลงใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ จนตอนนี้สามารถเล่นเครื่องดนตรีบราซิลได้เกือบทุกชิ้น แถมจากเดิมที่พูดได้เพียงภาษาอังกฤษ ตอนนี้ก็เพิ่มภาษาบราซิลที่พูดได้นิดหน่อยด้วย"
       
       ทุกวันนี้เซฟให้เวลากับคาโปเอร่าสัปดาห์ละ 2-3 วัน ในการฝึกซ้อม ครั้งละ 2 ชั่วโมง ซึ่งถือว่ากำลังดี ไม่ควรมากไปกว่านี้เพราะจะทำให้เมื่อยล้าได้ นอกจากนั้นก็จะออกไปพบปะเพื่อนฝูงตามสถานที่ต่างๆเช่น ที่ตรอกข้าวสาร เซฟบอกว่า คาโปเอร่า จะเล่นที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแต่มีพื้นที่ว่างสักนิด จับกลุ่มกัน 3 คนก็เล่นได้แล้ว ส่วนที่ว่า "คาโปเอร่า" เหมาะกับคนไทย สังคมไทยหรือไม่นั้น เซฟ บอกว่า คาโปเอร่าเป็นทางเลือกหนึ่งมากกว่า
       
       เซฟทิ้งท้ายไว้ว่า "เราแค่หวังว่า จะมีโฮด้าดีๆ เกิดขึ้นเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นก็คือการสร้างเกมที่ดี พร้อมๆ กับการเกิดมิตรภาพนั้นเอง"
       
       สำหรับประโยชน์ของ "คาโปเอร่า" นั้น เจนเซ่นสรุปไว้ว่า คาโปเอร่ามีประโยชน์ต่อทั้งร่างกายและจิตใจ คือสามารถเพิ่มความยืดหยุ่น และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อให้มีมากขึ้น และช่วยให้ระบบการทำงานของหัวใจ และการสูบฉีดของเลือดดีขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มความมั่นใจและยังเป็นการพัฒนาสมาธิและสติสัมปชัญญะในเกมแต่ละเกมที่เล่น นอกจากนี้ ยังได้ทักษะการเรียนรู้ดนตรีบราซิล และวัฒนธรรมต่างๆของบราซิล ส่วนความแตกต่างของ คาโปเอร่ากับศิลปะการต่อสู้หรือการออกกำลังกายในรูปแบบอื่นๆ คือ ความมีอิสระในการที่จะระบายความรู้สึกและการเป็นตัวของตัวเอง มีคำกล่าวที่ครูผู้สอนมักจะพูดกันอยู่บ่อยๆก็คือ " คาโปเอร่านั้นง่ายกว่าที่เห็น " ในคาโปเอร่าจะสอนว่า "ชีวิตนั้นมีอะไรมากกว่าการเอาชนะ และการอยู่รอด จงมีความสุขกับการมีชีวิตอยู่ คาโปเอร่าสอนให้เราเชื่อมั่นในตัวเอง"
       
       ทั้งนี้ Jensen Show และเพื่อนได้ตระเวนเดินทางทั่วโลก และมีแผนจะอยู่เมืองไทย 1 เดือน เพื่อเตรียมการก่อตั้งโรงเรียน "คาโปเอร่า" ในประเทศไทยขึ้น โดยก่อนหน้านี้เขาเข้าไปสอนคาโปเอร่าในโรงเรียนประถมและมัธยมหลายแห่ง
       
       Jensen ย้ำว่า คาโปเอร่าเรียนได้ทุกเพศทุกวัยไม่มีข้อจำกัด เพียงแต่ปรับระดับจังหวะให้เหมาะสมกับบุคคลต่างๆ ซึ่งน่าแปลกที่ประเทศไทย มีผู้หญิงมาสนใจเรียนเป็นจำนวนมาก ถึงเกือบครึ่งต่อครึ่งของผู้ชาย ส่วนราคาค่าเล่าเรียนอยู่ที่ 3,000 บาทต่อคอร์ส เรียนสัปดาห์ละ 5 วัน
       
       สำหรับครั้งแรกสามารถมาทดลองเรียนฟรีได้ หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่งาน"Health,Beauty & Diet Festival 2005" ตั้งแต่วันที่ 28-31 กรกฎาคม 2548 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ห้องเพลนารี ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ซึ่งจะมีการจัดแสดงเป็นตัวอย่างหรือที่ชมรมคาโปเอร่าประเทศไทย
http://www.capoeirathailand.cjb.net/
       
       "คาโปเอร่า" น่าจะเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังสรรหาวิธีการออกกำลังกายแนวใหม่เพื่อหลีกหนีความจำเจ ลองเล่น "คาโปเอร่า" ศาสตร์แห่งการต่อสู้ที่ทั้งเตะ ทั้งเต้น คลอเคล้าเสียงเพลงคึกคัก สร้างความเพลิดเพลิน บันเทิงใจ เสมือนได้ปลดปล่อย สู่ความเป็นอิสระ อย่างแท้จริง


ข่าวล่าสุด ในหมวด
บุกพิสูจน์ 'ความเสียว' ที่สวนน้ำ 'วานา นาวา หัวหิน' (ชมคลิป)
"ซิโก้-เกียรติศักดิ์" ฮีโร่บอลไทย พระเอกในหัวใจเธอ (ลูก-ภรรยา)
ระวังให้ดี! 6 โรคฮิต ที่มาพร้อมลมหนาว [info]
ดวงประจำวันอังคารที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๗
เลิกดรามา! ตำรวจชี้ “ใส่แตะขับรถ” ผิดกฎหมายจริง
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 3 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014