“แป๊ะลิ้ม” จัดให้ วัดใจแมลงสาบ

โดย ผู้จัดการรายวัน   
24 สิงหาคม 2556 06:25 น.
“แป๊ะลิ้ม” จัดให้ วัดใจแมลงสาบ
        ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์-นับจากวันที่ 22 สิงหาคม 2556 เป็นต้นมา การเมืองไทยก็ได้ตื่นเต้น เร้าใจและเต็มไปด้วยความสงสัยอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเคลื่อนไหวของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” หลังจากที่นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และแกนนำพันธมิตรฯ รุ่นที่ 2 ได้เผยแพร่ข้อความ และคลิปวิดีโอผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ระบุว่า “อย่าพลาดชม สนธิ-จำลอง ในรายการคุยทุกเรื่องกับสนธิ 2 ทุ่ม ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
       
       ขณะที่ข้อความในคลิปวิดีโอซึ่งมีความยาวทั้งสิ้น 53 วินาที ก็เป็นภาพ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายสนธิ ลิ้มทองกุล นั่งคู่กันโดย พล.ต.จำลองบอกว่า “วันศุกร์นี้เวลา 2 ทุ่ม ผม จำลอง ศรีเมืองจะออกรายการคุยทุกเรื่องกับคุณสนธิ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเราสองคนได้ตัดสินใจแล้ว ติดตามชมให้ได้นะครับ”
       
       ขณะที่นายสนธิบอกว่า “ท่านผู้ชมครับ พี่น้องพันธมิตรฯ ครับ ธรรมดาแล้วเวลา 2 ทุ่ม เป็นเวลาที่พี่ลองต้องนอน แต่ว่าเกิด 2 ทุ่มวันศุกร์นี้พี่ลองจะมาออกรายการคุยทุกเรื่องกับสนธิ บอกว่าเป็นเรื่องใหญ่ อย่าพลาดนะครับ อย่าว่าแต่พี่น้องเลย ผมเองยังไม่รู้เลยว่าเรื่องอะไร รอฟังดีกว่าครับ ผมเชื่อว่า รับรองว่าจะได้ความรู้เยอะ และในขณะเดียวกันก็จะเป็นจุดเริ่มต้น จุดเปลี่ยน หรือว่าบทสรุปของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
       
       คำถามที่เกิดขึ้นในขณะนั้นก็คือ จุดเปลี่ยนดังกล่าวคืออะไร และบทสรุปของพันธมิตรฯ คืออะไร พันธมิตรฯ จะทำสงครามโค่นล้มระบอบทักษิณอีกหรือไม่
       
       อย่างไรก็ตาม ในที่สุด คำตอบก็ถูกเฉลยออกมาชัดเจนผ่านแกนนำพันธมิตรฯ รุ่น 1 ทั้ง 4 คนคือ นายสนธิ พล.ต.จำลอง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และนายพิภพ ธงไชย และแกนนำรุ่น 2 ที่ประกอบด้วยนายปานเทพ นางมาลีรัตน์ แก้วก่า นายศิริชัย ไม้งาม และนายศรัณยู วงษ์กระจ่างในรายการดังกล่าว พร้อมกับแถลงการณ์ที่มีชื่อว่า“แถลงการณ์ฉบับสุดท้าย” โดยประกาศยุติความเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
       
       แน่นอน มีคำถามเกิดขึ้นมากมายที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาล่าสุดของแกนนำพันธมิตรฯ โดยเฉพาะเบื้องหน้าและเบื้องหลังของเรื่องดังกล่าว รวมถึงคำถามสำคัญที่ประเดประดังเข้ามาว่า นี่คือการ “ฮั้ว” กับนักโทษชายหนีคดีทักษิณ ชินวัตรใช่หรือไม่
       
       ดังนั้น ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์จึงไม่รอช้าที่จะสัมภาษณ์พิเศษนายสนธิ ลิ้มทองกุล แบบ Exclusive ในฐานะแกนนำคนสำคัญของพันธมิตรฯ เพื่อทำความเข้าใจถึงแก่นแกนความคิดในทุกมิติ
       
       -อะไรทำให้แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตัดสินใจทางการเมืองโดยทุกคนเห็นพ้องต้องกันแบบนี้ โดยเฉพาะคุณสนธิ
       
       คือผมเริ่มจากการที่ผมได้เสนอทางออกของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเมื่อสองสามสัปดาห์ที่แล้วในรายการคุยทุกเรื่องกับสนธิ ตอนผมเสนอไปตอนนั้น ผมยังไม่ได้คุยกับแกนนำพันธมิตรฯ แต่ผมบอกว่ามันเป็นความเห็นของผมส่วนตัว คือผมมองว่าปัญหาใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่ทำให้เกิดระบอบทักษิณได้หรือระบอบที่เลวร้ายได้ เพราะว่าระบบการเมืองที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เป็นระบบที่ทำให้สภาผู้แทนราษฎรกลายเป็นสภาของสัตว์เดรัจฉาน
       
       ทำไมผมใช้คำว่าสัตว์เดรัจฉาน เพราะว่าคนที่อยู่ในสภากลายเป็นคนที่ไม่ฟังเหตุไม่ฟังผลกันต่อไป แต่ว่าจะทำทุกอย่างด้วยสัญชาตญาณ สัญชาตญาณก็มีสัญชาตญาณของการเอาชนะ สัญชาตญาณของการใช้เสียงซึ่งมีมากกว่าไปทำอะไรก็ได้ หรือนัยหนึ่งประชาธิปไตยของคนที่อยู่ในสภาก็คือ ถ้าฉันมีเสียงข้างมาก ฉันจะทำอะไรก็ได้ในประเทศไทย รวมไปจนถึงการออกกฎหมายเพื่อนิรโทษกรรมให้กับคนที่ทำผิดเพื่อไม่ให้ผิด รวมไปถึงถ้าวันหนึ่งข้างหน้าอาจจะคิดที่จะยกเลิกองคมนตรี หรือสถาบันกษัตริย์ก็ย่อมทำได้ โดยอ้างเสียงข้างมากในสภา
       
       ทีนี้เมื่อผมมามองดูให้ลึกลงไปแล้วเนี่ย ลักษณะความเป็นเดรัจฉานในสภามันไม่ได้มีเฉพาะพรรคเพื่อไทย มันเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองทุกพรรคที่เข้ามาเล่นการเมืองในระบบนี้ แม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ ช่วงที่เป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็ใช้การเมืองที่ผมเรียกว่า การเมืองที่ใช้หลักคณิตศาสตร์เป็นตัวตั้ง ถ้าเสียงมากกว่าอยากทำอะไรก็ยกมือกัน พรรคประชาธิปัตย์ก็เคยเสนอแก้รัฐธรรมนูญถ้าเราจำได้ หลายต่อหลายเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปราสาทพระวิหาร หรือเรื่องของการเอา ปตท.กลับมาให้เป็นของรัฐ พรรคการเมืองทุกพรรคไม่มีพรรคไหนทำจริงจัง เพราะว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคเอาผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง แล้วตัวเองสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้แค่ไหนก็สามารถที่จะใช้อำนาจที่ตัวเองมีอยู่ทำ เพราะว่าพวกนี้ถ้าเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นตัวตั้ง ผมคิดว่าพันธมิตรฯ ไม่จำเป็นต้องออกมาต่อสู้เรียกร้อง
       
       เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผมเห็นว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์จะมาต่อสู้เรียกร้องให้ล้ม พ.ร.บ.นิรโทษกรรมหรือระบอบทักษิณมันไม่ใช่คำตอบ คำตอบคือต้องออกมาแล้วเรียกร้องให้ปฏิรูปประเทศไทยใหม่ เปลี่ยนแปลงวิธีคิด เปลี่ยนแปลงวิธีทำงาน เพราะว่าถ้าเรามองดูในสภาแล้วมันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ มันสวนทางกับสิ่งที่เราเคยเรียนรู้มาก่อน เราเคยเรียนรู้ว่าระบอบประชาธิปไตยนั้นจะมี 3 อำนาจแยกจากกัน อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ ซึ่งเด็กทุกคนที่เรียนหนังสือมาจะถูกสอนมาแบบนี้หมด ตำราก็สอนมาแบบนี้ แต่ในข้อเท็จที่เราเห็น ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติมันเป็นเนื้อเดียวกัน เหมือนกับทุกวันนี้ที่สื่อมวลชนเป็น มันก็ตรงข้ามกับที่หลักสูตรสื่อสารมวลชนทุกมหาวิทยาลัยสอนมาหมดเหมือนกัน
       
       ผมก็เลยมองว่า เอ๊ะ ถ้าอย่างนั้นแล้วเราจะเปลี่ยนแปลงชาติบ้านเมืองอย่างไร เพราะในที่สุดแล้วพรรคประชาธิปัตย์ทำได้อย่างมากก็แค่ไปแสดงบทบาทในสภา ไปแสดงโวหาร สร้างวาทกรรม ชุดภาษา แล้วก็แสดงออกให้คนเห็นว่าตัวเองสู้แล้ว คำถามที่สำคัญมากของผมมี 3 คำคือ แล้วยังไง
       
       ในที่สุด ยกมือแล้วคุณก็แพ้เขาตลอดเวลา คุณเพียงแค่ต้องการให้คนรู้ว่าคุณสู้สุดฤทธิ์แค่นั้นเหรอ มันไม่ใช่ นี่คือการเดินหัวชนกำแพง เพราะว่าถ้าประชาธิปัตย์คิดไม่เป็น ประชาธิปัตย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้ เป็นคนที่สร้างความชอบธรรมให้กับการเมืองระบบเดรัจฉาน ผมก็เลยมามองว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมพรรคประชาธิปัตย์ถึงไม่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ประเทศชาติจะเปลี่ยนแปลงได้ พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ต้องเสียสละตัวเองด้วยคือต้องสลัดพันธนาการในเรื่องของหัวโขนออก เพราะพรรคประชาธิปัตย์มีคนลงคะแนนเสียงให้ 12 ล้านคน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ลาออกมาเพื่อจะร่วมกับภาคประชาชนหาทางเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองน้ำเน่า
       
       ผมคิดว่านี่เป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เพราะว่าด้วยจำนวนตัวเลขที่มีคนลงคะแนนเสียงให้เขา 12 ล้านคน ผมเชื่อว่าคนจำนวนล้านกว่าคนที่จะมาทำการเมืองมาเคลื่อนไหวกับภาคประชาชนเขาสามารถหาได้ แล้วผมเอง ณ เวลานั้นผมก็บอกไปแล้วว่าผมพร้อมที่จะออกมาแล้วร่วมสู้ด้วยถึงแม้จะติดเงื่อนไขของศาล แต่ว่าถ้าสู้แล้วคุ้ม เปลี่ยนแปลงชาติบ้านเมืองได้ ผมยินดี แต่ถ้าเขาให้ผมออกไปสู้แล้วเพียงเพื่อล้ม พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แล้วพอจบแล้วยังมีการแก้รัฐธรรมนูญตามมาอีก จบแล้วยังมี พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านตามมาอีก ผมมิต้องถูกดำเนินคดี 3 ครั้ง 3 ครา แล้วก็ไม่ได้ความสำเร็จอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวการเมืองก็ยังน้ำเน่าอยู่เหมือนเดิม
       
       ผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์พลาดอย่างมาก แต่ผมเห็นใจเขานะ เพราะคนที่เคยนอนที่นอนดีๆ ไปไหนมาไหนสบาย สิ้นเดือนมีเงินเดือนใช้ ปีหนึ่งก็จะมีเงินงบประมาณลงจังหวัดให้ ส.ส.คนละ 50 ล้านบาท กินส่วนแบ่งค่าคอมมิชชั่น แล้วจู่ๆ ต้องลาออกจากการที่มีเอกสิทธิคุ้มครองทางการเมือง แล้วก็จะต้องมาต่อสู้ร่วมกับภาคประชาชน นอนกลางดินกินกลางทรายเพื่อที่จะยืนหยัดให้สังคมทั้งสังคมได้มองเห็นแล้วจะได้มีการเจรจาทางการเมืองกัน เพราะว่าถ้าคนออกมาเป็นล้าน ต้องมีการเจรจาทางการเมืองกัน มันไม่เจรจาไม่ได้ แต่ผมเห็นใจเขา
       
       เขาพลาดโอกาสเพราะว่า เขาไปบอกว่า ลาออกแล้วยังไง ผมก็บอกว่า ลาออกยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ดีกว่าที่คุณไปสร้างวาทกรรมสวยหรูในสภา พอยกมือคุณก็แพ้เขา แล้วมันจะเป็นอย่างนี้ตลอดปีตลอดชาติ จนกระทั่งถึงมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยก็จะมาซื้อตัว ส.ส.คุณ แล้ว ส.ส.คุณหลายคนก็จะโอนตัวเองไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย พรรคคุณก็จะเล็กลงไปเรื่อยๆ ผมมองตรงนี้ในรูปแบบของความเป็นจริง
       
       -ดูเหมือนว่าพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะคุณสุเทพ เทือกสุบรรณไม่เอาด้วย
       
       ใช่ครับ ผมคิดว่า บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันแรกที่มีการประชุมสภา ถ้าเขาไม่สามารถเลื่อนวาระการพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรมได้แล้วแพ้คะแนนเสียงในสภา เขาควรจะเดินออกจากสภาไปเลย แล้วประกาศเลยว่า จะไม่ร่วมสังฆกรรมกับเผด็จการทางสภา ผมถามคุณสิว่า การที่ไม่มีพรรคฝ่ายค้านแม้แต่คนเดียวในสภามันจะเดินหน้า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมได้อย่างไร มันก็ต้องเรียกพรรคประชาธิปัตย์มาเจรจาทันทีเลย ณ เวลานั้น พรรคประชาธิปัตย์ถ้ามีความกล้าหาญและเข้าใจเกมการเมือง และกล้าเสี่ยงกับประชาชน ที่สำคัญคือถ้าเชื่อมั่นในประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ก็จะแจ้งกับฝ่ายรัฐบาลว่า เขาไม่เล่นแล้ว เขาขอลาออกหมด
       
       จากนั้นก็ประกาศให้ประชาชนมาร่วมแสดงประชามติต่อสู้ ต่อต้านระบบเผด็จการทางรัฐสภา ตรงนั้นจะเป็นจุดเปลี่ยนเลย แต่พรรคประชาธิปัตย์เลือกที่จะเข้าไปสู่ในสภา แล้วไปสร้างความชอบธรรมด้วยการไปร่วมสังฆกรรมกับเขา ถึงแม้จะค้านเขา แต่ก็ไปร่วมเป็นกรรมาธิการด้วย นี่ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ เพราะฉะนั้นแล้วด้วยเหตุนี้ความชอบธรรมของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรก็มีเต็มที่ เขาก็บอกว่า อ้าวคุณก็มาร่วมแปรญัติแล้วนี่ แต่คุณแพ้มติของคณะกรรมาธิการ มันช่วยไม่ได้ กติกาเป็นแบบนี้ เถียงไม่ออกแล้วสิ กลายเป็นขี้แพ้ชวนตี
       
       พอมาถึงจุดที่ผมคิดว่ามันเลยไปแล้วตอนนี้ อาทิตย์ที่แล้วผมก็เสนอความคิดเข้าไป เขาก็ไม่สนใจ เขาบอกว่าเขาจะสู้จนวาระ 3 ผมก็จะถามว่า วาระ 3 แล้วยังไง แล้วคุณจะลาออกตอนนั้นหรือ คุณก็ไม่ได้แสดงทีท่าที่จะลาออก วิถีทางของประชาธิปัตย์ก็คือว่าจะขอสู้ในสภาและจะให้ประชาชนสู้นอกสภา ประสานกัน แต่นี่ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองนี่
       
       -หวังแค่เปลี่ยนขั้วการเมืองอย่างเดียว
       
       ใช่ ประชาธิปัตย์แค่ต้องการกลับมามีอำนาจ ผมบอกว่าไม่ใช่ เพราะคุณก็คือส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย คุณล้างตัวเองออกมาเลย พอเขาไม่สนใจอย่างนี้ ผมก็เลยมาคิดของผมเอง เฮ้ย ถ้าอย่างนั้นแล้ว เนื่องจากว่าในช่วงหลังๆ จะมีคนเห็นด้วยกับผมเยอะ แต่ขณะเดียวกันก็มีคนในกลุ่มพวกผมบางคน กลุ่มก็หมายถึงกลุ่มพันธมิตรฯ มีความรู้สึกว่า ทำไมคุณสนธิไม่ออก ทำไมแกนนำถึงไม่มีมติออกมาร่วมด้วย ทำไมไม่ไปร่วมกับสวนลุมฯ ใช่ไหม ทำไมถึงเล่นเนื้อเล่นตัวนัก ผมก็ได้แต่เสียใจกับคนที่คิดแบบนี้ ไม่ใช่เข้าใจหลักการที่เราสู้
       
       ผมไม่ได้กลัวอะไรทั้งสิ้น และผมเชื่อว่าแกนนำพันธมิตรฯ ก็ไม่ได้กลัวอะไรทั้งสิ้น เราถามตัวเราเองว่า ถ้าเราจะต้องยิงธนูดอกสุดท้ายออก ต้องให้มันคุ้ม ถ้าไม่คุ้มเราจะไปยิงธนูทำไม นี่คือเหตุผล ถ้าเปลี่ยนแปลงไม่ได้เราไม่ออก
       
       แต่พอเรามามองอีกที เออ มันก็นานแล้วนะที่เราสถาปนาตัวเอง ตั้งตัวเองเป็นแกนนำพันธมิตรฯ ไม่มีใครตั้งเรา เราก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะยุติบทบาทเราได้ การยุติบทบาทของเรา ไม่ได้แปลว่า เราถอยจากอุดมการณ์ทางการเมืองเรา ผมยังเป็นพันธมิตรฯ อยู่เหมือนเดิมทั้งคุณภาพและอุดมการณ์ มิหนำซ้ำแล้วใจยังสู้มากกว่าเก่า แต่ผมคิดว่านี่เป็นยุทธวิธีที่ผมต้องการที่จะออกมา แล้วผมไม่ต้องการให้ใครมาว่า ชั้นจะทำอะไรชั้นต้องรอมติแกนนำ ใครอยากทำอะไรถ้าคิดว่าสิ่งที่ตนเองทำถูกต้อง ทำไปเลย แต่ถ้าใครเห็นด้วยกับกระบวนทัศน์และปรัชญาของผมก็น่าจะอยู่เฉยๆ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ใครคิดต่างกับผมแล้วเห็นว่าผมมาขวางเขา ใช้มติแกนนำขวางไม่ให้แกนนำพันธมิตรฯ ออก กลายเป็นว่าผมหวงมวลชน ตอนนี้สบายได้แล้ว นั่นคือเหตุผลข้อหนึ่ง
       
       อีกข้อหนึ่งก็คือว่า นั่งเป็นแกนนำมาตั้ง 8 ปีแล้วบางทีถึงเวลายุติบทบาทตัวเองเหมือนกันเพื่อให้ประชาชนซึ่งผมเชื่อว่าหลายกลุ่มหลายคนเริ่มเจริญเติบโตทางการเมืองมากขึ้น เขาคิดเขาเองเป็นแล้ว มันถึงจุดที่ว่า ถึงจะไม่มีแกนนำ เขาก็สามารถคิดด้วยตัวเองได้
       
       แต่ว่าถ้าวันไหนมีความจำเป็นที่จะต้องออกไปต่อสู้อีกครั้งหนึ่ง ถ้าประชาชนเรียกร้อง ผมเชื่อว่า เราก็กลับออกมาได้ เราไม่ได้ทิ้ง เราคิดว่าถึงเวลาที่เราต้องหยุดบทบาทเพื่อให้คนหลายคนเขาตัดสินใจกันได้ว่าเขาจะไปร่วมกับสวนลุมดีไหม ว่าเขาจะไปต่อสู้คู่ขนานให้ประชาธิปัตย์สู้ในสภาแล้วเขาสู้นอกสภา ไม่เป็นไร ตามสบาย ผมเคยพูดมานานแล้วว่า เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องนานาจิตตัง มันเป็นเรื่องซึ่งสองคนยลตามช่อง แต่ผมคิดว่าของผมถูก เมื่อใครคิดว่าผมไม่ถูก ไม่เห็นด้วยกับผมก็มีสิทธิตัดสินใจไปได้ แต่ผมไม่ต้องการ ผมอยากให้พันธมิตรฯ ที่แท้ๆ มีปัญญาและเข้าใจ สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่า ชั้นไปไป เพราะว่าสู้ไปทำไม สู้แบบนี้ไม่มีประโยชน์ สู้แล้วเปลี่ยนแปลงชาติบ้านเมืองได้ ชั้นสู้ นี่ต่างหากที่ผมต้องการ ไม่ต้องมารอผมบอกว่าออกได้แล้วไม่ออกได้แล้ว
       
       อีกอันหนึ่งคือเพื่อเป็นการพิสูจน์ให้พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า พวกผมไม่ยึดติด พวกผมวันนี้กลายเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคนหนึ่ง ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจลาออกมาสู้กับประชาชน แล้วถ้าหากวัตถุประสงค์ของการสู้คือการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย แล้วสู้ไม่ถอย สู้จริงจัง วันนั้น ผมในฐานะพันธมิตรฯ คนหนึ่งก็สามารถเข้าร่วมได้เช่นกัน ผมไม่จำเป็นต้องเป็นแกนนำ เพราะแกนนำมันเป็นนามธรรม
       
       แต่ผมไม่ได้ทิ้งพันธมิตรฯ ผมยังเหมือนเดิม ผมเป็นเพียงแต่ว่าถอดหัวโขนคำว่าแกนนำออกเพื่อให้ทุกอย่างง่ายขึ้น หลังจากมีมติแล้วว่าเรายุติบทบาท ใครก็ตามที่อยากไปขึ้นเวทีสวนลุมฯ ใครที่อยากจะไปเชียร์พรรคประชาธิปัตย์ ตามสบาย
นักวิชาการคนไหนแม้แต่นักดนตรีศิลปินคนไหนถ้าอยากไปไปเลย เราไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น
       
       ผมก็คิดของผมอย่างนี้แล้วก็เลยตัดสินใจปรึกษาพี่ลอง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ปรีกษาสักพักพี่ลองก็เห็นด้วย แล้วเมื่อวันพฤหัสฯ ที่ 22 สิงหาคม ผมก็ประชุมแกนนำทั้งรุ่น 1 รุ่น 2 ทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันหมดว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องยุติบทบาทเรา ทุกคนคิดว่าเราไม่ได้เปลี่ยนแปลง แล้วเราก็พร้อมจะกลับมาทุกเมื่อทันทีที่สถานการณ์ต้องการให้เรากลับมา แต่ต้องเป็นสถานการณ์ที่เรากลับไปแล้ว สู้แล้วต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ไม่ใช่สู้เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่สู้เพื่อพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่ใช่สู้เพื่อล้มเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ว่าป่าทั้งป่ายังไม่ได้ล้ม ผมไม่ต้องการสู้เพื่อล้มต้นไม้ต้นหนึ่ง ผมต้องการล้างป่าทั้งหมดแล้วเรามาปลูกป่ากันใหม่ให้มันเป็นระเบียบเรียบร้อย
       
       ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ก็เลยตัดสินใจว่าเรายุติบทบาท ซึ่งเราก็ออกโทรทัศน์ไปเมื่อวันศุกร์ที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมาชัดเจนว่า เราขอยุติบทบาท การยุติบทบาทนั้นไม่ได้แปลว่า เราจะไม่ทำต่อ เราก็ยังทำต่อ แต่ละคนก็ยังทำงานต่อเหมือนเดิม แล้วเราก็ขอให้ ASTV หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เว็บไซต์ผู้จัดการ หรือผู้จัดการสุดสัปดาห์เป็นศูนย์รวมของพันธมิตรฯ ที่เห็นด้วยกับจุดยืนของพวกผม จุดยืนของผม จุดยืนของอาจารย์สมเกียรติ จุดยืนของพี่พิภพ ถ้าเห็นด้วยก็เกาะกลุ่มกันไว้ ผมเคยพูดเตือนทุกคนไว้แล้วว่า ลักษณะอย่างนี้ต้องเกาะกลุ่มกันเอาไว้อย่าแตกแถว เพราะว่าพวกเรามีปัญญาเท่าเทียมกันแล้ว เราต้องเกาะกลุ่มคนซึ่งเข้าใจซึ่งกันและกัน เราไม่ต้องการคนที่บอกว่า ต้องออก ไม่ออกได้อย่างไรเขาจะกินบ้านกินเมืองแล้วนะ เพราะว่าพอเราถามกลับไปว่า ออกแล้วยังไง เขาก็ตอบไม่ได้ นี่คือเบื้องหลัง
       
       -ถือเป็นการวัดใจพรรคประชาธิปัตย์ด้วยใช่ไหม
       
       จะว่าวัดใจเขาหรือไม่นั้น ผมไม่สนใจหรอก เพราะผมคิดว่า เขาไม่ค่อยมีความกล้าหาญ เขาไม่เชื่อในพลังของประชาชน แต่ผมอยากจะให้เขารู้ว่าพวกผมไม่ยึดติดอะไรทั้งสิ้น แล้ววันไหนถ้าเขาเกิดต้องการจะลาออกแล้วสู้กับพรรคเพื่อไทย ผ่านวาระ 3 ไปแล้ว หลังจากให้ความชอบธรรมแล้ว เขาจะมาเรียกร้องให้ผมออกไม่ได้เพราะผมไม่ได้เป็นแกนนำแล้ว เขาก็สามารถจะส่งสารตรงถึงพันธมิตรฯ ทั่วไป ส่วนพันธมิตรฯ ทั่วไปเชื่อเขา มีปัญญา วิเคราะห์เหตุการณ์ได้ถูกว่าออกแล้วคุ้มไม่คุ้ม ถ้าไม่ออกคุ้มกว่า ก็สุดแล้วแต่พันธมิตรฯ
       
       -ทราบมาว่าจะมีการตั้งสภาปฏิรูปการเมืองภาคประชาชนควบคู่กันไปด้วย
       
       ก็คิดอยู่ เราก็จะมีกิจกรรมทางการเมืองที่จะให้ความรู้ คือการให้ความรู้ การให้ปัญญาคนไม่หยุดเด็ดขาด ให้ความรู้คนไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเมืองอย่างเดียว ให้ความรู้คนในเรื่องสุขภาพ ในเรื่องธรรมชาติบำบัดก็ได้ พี่ลองก็ดำเนินการอบรมโรงเรียนผู้นำ ล้างพิษตับ พี่พิภพก็ทำเรื่องเด็กตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแล้วแต่ละคนมีหน้าที่ไม่หยุด ผมยิ่งไม่หยุดใหญ่เพราะว่าผมจะต้องออกเอเอสทีวี หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์เพื่อให้ความรู้คนเพราะฉะนั้นแล้วเอเอสทีวี หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ผู้จัดการสุดสัปดาห์ เว็บไซต์ผู้จัดการก็จะเป็นศูนย์รวมของข่าวสารความเคลื่อนไหวว่าควรจะไปอย่างไร ผมคิดว่าพวกแกนนำหลายคนก็จะเริ่มออกทีวีมากกว่าเก่า
       
       -สิ่งสำคัญก็คือ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่า นี่เป็นการฮั้วกับทักษิณหรือเปล่า
       
       ผมว่าการฮั้วทักษิณน่าจะเป็นลักษณะของพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า เพราะการที่อยู่ในสภาแล้วไปสร้างความชอบธรรมให้กับพรรคเพื่อไทยเพื่อรักษาและดำรงไว้ซึ่งระบบเดรัจฉานทางสภา เพราะถ้าประชาธิปัตย์ออกมาต่อสู้แล้วชนะหมายความว่าระบบเดรัจฉานหมดไป ต้องเริ่มกันใหม่ เขากลัวตรงนี้หรือเปล่า
       
       แล้วถึงแม้จะกล่าวหา ผมก็ไม่รู้สึก เพราะว่าโดนมาตั้ง 2 ปีแล้วนี่หาว่าผมรับเงินทักษิณ ที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้ว ผมไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรกับใครในเรื่องของการต่อสู้กับทักษิณอย่างเอาเป็นเอาตาย แล้ววันนี้ผมไม่ได้ต่อสู้กับทักษิณฝ่ายเดียวนะ ทักษิณเป็นตัวละครตัวหนึ่ง แต่ผมกำลังสู้กับระบบเดรัจฉานในสภาทั้งระบบ ผมต้องการล้มระบบนี้

“แป๊ะลิ้ม” จัดให้ วัดใจแมลงสาบ
สนธิ ลิ้มทองกุล
       

“แป๊ะลิ้ม” จัดให้ วัดใจแมลงสาบ
       

“แป๊ะลิ้ม” จัดให้ วัดใจแมลงสาบ
       

จำนวนคนโหวต 136 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2016